วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

task6_oreimail

มาถึงการเขียนอีเมล์ประเภทสุดท้ายแล้วนะครับ นั่นก็คือ อีเมล์ขอบคุณ หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า お礼メール ซึ่งดูเหมือนจะง่าย เพราะเรามักจะคิดว่า ก็แค่เขียนว่าเขาทำอะไรให้เรา เราซึ้งใจเลยขอบคุณก็น่าจะใช้ได้แล้ว แต่ที่จริงแล้วเราสามารถทำให้มันน่าประทับใจได้มากกว่านั้นครับ งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าจะต้องเขียนยังไง

คำสั่งของ task นี้ ก็คือ เราได้รับการเลี้ยงอาหารจากอาจารย์ 田中 เลยส่งเมล์ไปขอบคุณอาจารย์ ซึ่งอย่างที่ผมได้บอกไปว่า ด้วยความคิดที่ว่่าเนื้อความของจดหมายไม่มีอะไรมาก ก็เลยเขียนไปสั้นๆ ดังนี้ครับ

田中先生
 3年生のサーヤンです。今日、ご馳走になっていただきまして、どうもありがとうございました。
サーヤン
ก็คือมีแนะนำตัวเอง บอกสิ่งที่อาจารย์ทำให้เรานั่นก็คือการเลี้ยงอาหาร แล้วก็กล่าวขอบคุณ สุดแสนจะเบสิคเลยใช่มั้ยครับ แต่ถ้ามองมุมกลับว่าถ้าเราเป็นผู้รับ แล้วได้รับเนื้อความขอบคุณเพียงเท่านี้ ก็อาจจะรู้สึกว่า เขียนมาเท่านี้ ไม่ต้องเขียนมาก็ได้ เปลืองเนื้อที่อินบ็อกซ์มากเลย ฮ่าๆๆ ดังนั้นจึงต้องเพิ่มรายละเอียดให้กับอีเมล์ฉบับนี้มากยิ่งขึ้น ดังนี้ครับ
1. เขียนถึงสิ่งที่ผู้รับทำให้เราอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เนื้อหาดูมีรายละเอียด เพื่อแสดงว่าเราใส่ใจในรายละเอียดของการกระทำที่เขาทำให้เรา โดยอาจจะยกตัวอย่างประกอบ หรือเล่าเป็นเหตุการณ์สั้นๆก็ได้ (エピソード)
2. เขียนแสดงความประทับใจที่มีต่อการกระทำที่เขาทำให้เรา อย่างเช่นในสถานการณ์สมมติที่อาจารย์เลี้ยงอาหารเรา เราก็อาจเขียนแสดงความประทับใจในร้านและอาหารนั้น โดยอาจจะบอกว่าหลังจากที่พาไปวันนั้น ก็กลับไปกินอีก แสดงถึงผลลัพธ์ัอันเกิดจากการกระทำของเขา ให้เขารู้สึกดีใจที่เรานึกถึงการกระทำของเขา
3. เขียนแสดงน้ำใจหรือการตอบแทน หรือแสดงความสัมพันธ์ไมตรีจิตที่ดีต่อกัน เช่น ถ้ามีโอกาสก็อยากจะแนะนำหรือพาไปร้านอาหารอร่อยๆที่เรารู้จักบ้าง เป็นการแลกเปลี่ยนกัน เป็นต้น
สำหรับ task นี้ก็มีให้ลองเขียนใหม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้ให้เขียนใหม่ทั้งหมด แต่ให้ลองเขียนอธิบายคำว่า おいしい料理 ให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้รับ งั้นมาลองดูกันนะครับว่าผมจะเขียนยังไงบ้าง
เนื้อความที่ให้มา
田中先生
昨日は、すてきなお店でおいしい料理をごちそうになり、ありがとうございました。← ย้อนถึงสิ่งที่เขาทำให้เรา กล่าวขอบคุณ
今度、バンコクにいらっしゃる機会があれば、私の学校にもお立ち寄りください。田中先生とお目にかかれるのを楽しみにしています。← แสดงความต้องการที่จะสานสัมพันธ์กันต่อไป
パーワン
ผมเขียนอธิบายคำว่า おいしい料理 ดังนี้ครับ
それは本物のお寿司を食べるのが初めてでした。食材もよかったし、ベテランの味も感じたし、店の雰囲気もよかったから、とてもおいしかったです。
ผมเขียนโดยยกตัวอย่างว่า ครั้งนี้เป็นการทานซูชิแบบต้นตำรับครั้งแรก วัตถุดิบที่ใช้ก็ชั้นดี รสชาติก็ระดับเชฟยอดฝีมือ บรรยากาศร้านก็ดี เลยทำให้รู้สึกว่า(อาหารมื้อนี้)อร่อยมาก เป็นการนำองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆที่ประทับใจมารวมกัน เพื่ออธิบายคำว่า おいしい 
นอกจากนี้ยังมีจุดเพิ่มเติมเล็กๆอีกหนึ่งจุดคือ อีเมล์ขอบคุณมักจะไม่ใช้คำว่า ありがとう พร่ำเพรื่อ แตกต่างจากอีเมล์ขอโทษที่ใส่สำนวนขอโทษได้บ่อยครั้งกว่า 
ยังไงผู้อ่านก็ลองเอาเทคนิคการเขียนเมล์ขอบคุณไปใช้กันดูนะครับ อย่าลืมใส่เรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่แสดงถึงการใส่ใจรายละเอียดในการกระทำของผู้รับด้วยนะครับ มันจะทำให้เขาประทับใจในอีเมล์ขอบคุณของคุณมากยิ่งขึ้นแน่นอนครับ =)

task5_owabimail

ตามที่สัญญาไว้นะครับว่าจะลง task ที่เป็นการเขียนอีเมล์ประเภทต่างๆมาให้อ่านต่อ ครั้งนี้เป็นอีเมล์ประเภทขอโทษ หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า お詫びのメール ส่วนหน้าตาของมันจะเป็นอย่างไรนั้น เหมือนหรือต่างกับอีเมล์ก่อนหน้านี้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ

คำสั่งของ task นี้คือ เรามีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถส่งรายงานได้ทันตามกำหนด ดังนั้นจึงต้องเขียนอีเมล์เพื่อบอกสาเหตุ พร้อมขอโทษ และขอส่งย้อนหลัง โดยครั้งแรกที่ผมลองเขียนมีหน้าตาอย่างนี้ครับ
ชื่อไตเติ้ลคือ 329 3年生作文クラス1組 欠席届‏ (ประกอบไปด้วยรหัสวิชา ชื่อวิชา เลขประจำหมู่ และชื่อหัวข้อ คือ จดหมายลา)

田中先生 ← เช่นเดียวกับเมล์ก่อนหน้านี้ หากส่งไปหาอาจารย์หรือผู้อาวุโส ซึ่งต้องการความเป็นทางการ หลังชื่อผู้รับไม่ต้องใส่ へ 
 3年生作文クラス1組のサーヤンです。いつも真ん中の座席に座っている男の子です。いつもネクタイをしており、黒くて短い髪をしており、顔が細長くて、目が大きくて黒くて、眉毛が濃くて、鼻が高いものです。← แนะนำตัวเองว่าชื่ออะไร มีลักษณะพิเศษยังไงบ้าง เพื่อให้อาจารย์นึกออก
 私、この度、病気のため、12月27日の作文クラスを欠席いたしましたので、ここにご報告いたします。 ← บอกสาเหตุการขาดเรียนว่าเป็นเพราะความเจ็บป่วย
 その病気は、木曜日の夜中にお腹を壊し、食中毒のようでした。そこで、この授業に出席できなくなって、申し訳ございませんでした。← บอกรายละเอียดของการเจ็บป่วยว่าเกิดจากอาการท้องเสีย คล้ายจะเป็นอาหารเป็นพิษ พร้อมกับกล่าวขอโทษที่มาเรียนไม่ได้
 この授業はレポート提出期限だと分かっておりますが、そういう訳で、提出いたさなくなってしまいました。← แสดงถึงการรับรู้กำหนดส่งรายงาน แต่ด้วยสาเหตุดังกล่าวอันสุดวิสัยจึงทำให้ไม่สามารถมาส่งได้
 こうしたら、これから提出させていただけないでしょうか。ご都合はいかがでしょうか。← แสดงถึงความต้องการที่จะขอส่งใหม่ โดยถามถึงความสะดวกของอาจารย์
 ご迷惑をおかけして、本当に申し訳ございませんでした。 ← แสดงถึงความเกรงใจและกล่าวขอโทษ
サーヤン ← หลังชื่อผู้ส่งก็ไม่ต้องใส่ より
เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบของเมล์ประเภทก่อนหน้านี้ ก็มีบางจุดที่เหมือนกันคือ การขึ้นต้นและลงท้ายที่ไม่ใส่ へ และ より หลังชื่อผู้รับและผู้ส่งตามลำดับ และในย่อแรกจะเป็นย่อหน้าของการแนะนำตัวเอง ตามมาด้วยย่อหน้าที่สองที่เป็นสาเหตุที่มาของการส่งเมล์หาอาจารย์ ซึ่งในที่นี้คือ การขาดเรียนเนื่องจากไม่สบาย นอกจากนี้ก็ต้องระวังเรื่องการใช้คำสุภาพ ยกย่อง ถ่อมตนให้ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจทำให้ผู้อ่านหงุดหงิดได้ ส่วนจุดที่แตกต่างกันคือ   เนื่องจากเป็นเมล์ขอโทษจึงมีสำนวนขอโทษปรากฏให้เห็น คือ 申し訳ございません ซึ่งในที่นี้เป็นการขอโทษเรื่องในอดีตจึงผันเป็นรูปอดีตกลายเป็น 申し訳ございませんでした และมีการใช้สำนวนนี้ 2 ครั้ง ตามที่ได้ขีดเส้นใต้ข้างต้น เพื่อแสดงถึงความขอโทษ และรู้สึกผิด
หลังจากที่ได้อ่านเอกสารประกอบการสอนเรื่อง お詫びのメール เพิ่มเติม ก็ทำให้ได้จุดที่ควรระวัง และจุดที่ควรใส่เพิ่มเติม ดังนี้
1. อย่าเขียนสาเหตุของการไม่ส่งรายงานที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล เช่น ยุ่งกับการช่วยงานแต่งงานของเพื่อน หรือยุ่งกับการเตรียมตัวสมัครงาน เพราะไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย และยังแสดงถึงความขาดรับผิดชอบ และไม่ให้ความสำคัญต่อรายวิชาของอาจารย์ด้วย อันจะทำให้อาจารย์มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้เขียนได้
2. ควรเขียนในเชิงที่ว่าเป็นความผิดของตัวเอง และตนเองก็สำนึกถึงความผิดพลาดนั้น เช่น แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ก็รู้สึกผิดที่ไม่ได้ใช้เวลาก่อนหน้านี้เตรียมรายงานให้มากกว่านี้ เป็นต้น เป็นการสร้างความประทับใจให้กับผู้รับว่า ผู้เขียนรู้สึกผิดจริงๆกับการที่ส่งรายงานไม่ทัน โดยยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเองเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
3. แสดงถึงความพยายาม เช่น เนื่องจากต้องไปเข้าร่วมการสัมมนาที่อำเภอ...จังหวัด... และสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่นั่นก็แย่อย่างไม่ได้คาดคิด แต่ก็นั่งรถออกไปหาร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่แล้วแต่ก็ไม่พบ เป็นต้น ส่วนที่ขีดเส้นใต้แสดงถึงความพยายามของผู้เขียนว่า พยายามที่จะหาทางส่งรายงานแล้ว แต่มันก็ไม่ได้จริงๆ แสดงถึงเหตุสุดวิสัยที่ไม่ได้เกิดจากตัวผู้เขียน
4. เขียนโดยให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความกระตือรือร้นของตนเอง เช่น รายงานเล่มนี้เกิดจากความตั้งใจของผู้เขียนที่จะสะท้อนถึงสิ่งที่ได้จากการตั้งใจเรียนวิชาของอาจารย์อย่างสมบูรณ์แบบ และจะไม่ถามถึงการประเมินคะแนนว่าจะได้รับหรือไม่ ขอเพียงแค่ได้รับการอ่านจากอาจารย์ก็พอแล้ว เป็นต้น การเขียนเช่นนี้จะทำให้อาจารย์รู้สึกถึงความตั้งใจในการเขียนของผู้เรียน และสนใจเนื้อหาของรายงานว่าจะเป็นอย่างไร จึงมีความเป็นไปได้สูงที่อาจารย์จะให้โอกาสส่งรายงานย้อนหลัง
5. อย่าเขียนในเชิงที่เป็นการมัดมือชกอาจารย์ว่า อาจารย์จะต้องรับรายงาน ด้วยการเขียนขอบคุณลงท้าย เพราะการเขียนขอบคุณเท่ากับว่าอาจารย์ได้ยินยอมรับรายงานของเรา
6. ควรเขียนว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก เพื่อแสดงถึงความรู้สึกผิด และตระหนักต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น 
งั้นเราลองมาดูฉบับที่แก้ไขเปรียบเทียบกันครับ
田中先生


文学部3年のサーヤンと申します。月曜日の先生の講義「応用言語学」を受講させていただいております。← แนะนำตัวเอง ตัดส่วนที่อธิบายลักษณะของตัวเองออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นการบอกรายละเอียดของรายวิชาแทน ในกรณีเผื่อว่าอาจารย์ท่านนั้นอาจจะสอนหลายวิชา ก็จะทำให้อาจารย์ตรวจสอบหารายชื่อของเราได้ง่ายขึ้น


この度は病気のため、1月27日の授業を欠席いたし、レポートを期限内に提出できませんでした。大変申し訳ございませんでした。← บอกเหตุผลของการขาดเรียนและส่งรายงานไม่ทันตามกำหนดว่าเกิดจากอาการป่วย (เหมือนเดิม) อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้เรียนไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้น และควบคุมไม่ได้จริงๆ นอกจากนี้ยังได้แสดงความขอโทษต่อการส่งงานไม่ตรงกำหนดด้วย


その病気は、日曜日の夜中にお腹を壊し、食中毒のようでした。そこで、その授業に出席できなくなってしまいました。← อธิบายรายละเอียดของอาการเจ็บป่วย (เหมือนเดิม)


理由にかかわらず、締め切りに遅れたのは私の責任です。ただ、先生の講義をいつも真剣に聞かせていただいており、このレポートもその成果を十分に反映させたつもりです。評価の有無は問いませんので、どうか目を通していただけるとありがたく存じます。← ส่วนที่ขีดเส้นใต้แสดงถึงการยอมรับผิดว่าการที่ส่งช้านั้นเป็นความผิดของตนเอง นอกจากนี้ยังใส่ส่วนที่แสดงถึงความกระตือรือร้นอยากจะส่งรายงานเพิ่มเติมเข้าไปอีกด้วย


二度と同じ過ちを繰り返さないよう次回から気をつけます。← เพิ่มส่วนที่จะระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบนี้ขึ้นอีก เพื่อให้อาจารย์เกิดความประทับใจ และวางใจในตัวผู้เขียน


ご迷惑をおかけして、本当に申し訳ございませんでした。← ก่อนจบ เขียนแสดงความเกรงใจและกล่าวขอโทษอีกครั้ง (เหมือนเดิม)


サーヤン

จะเห็นว่าผมได้เพิ่มเติมส่วนที่ควรมีลงไป จึงทำให้ภาพรวมของเมล์นี้มีความสำนึกผิดและพิจารณาตัวเองมากยิ่งขึ้น อันจะทำให้อาจารย์ผู้ได้อ่านเกิดความเห็นใจและอาจจะให้โอกาสส่งรายงานย้อนหลังมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีส่วนที่ผมไม่ได้เพิ่มเติมลงไปคือ ส่วนที่แสดงถึงความพยายาม เพราะเนื่องจากป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ จึงไม่น่ามีแรงที่จะพยายามทำอะไรได้ เลยไม่ได้เพิ่มเติมส่วนนี้เข้าไป

จากการฝึกเขียน task นี้ ก็ได้ทำให้ผมเรียนรู้เทคนิคการเขียนเมล์ขอโทษที่มีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็เป็นได้ การเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไว้ ก็ถือเป็นประโยชน์อย่างมากครับ ยังไงผู้อ่านก็ลองร่างๆเขียนๆดูนะครับ เผื่อสักวันอาจจะได้ใช้บ้าง

แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะครับ อย่าลืมนะครับว่ายังมีอีเมล์อีกประเภทหนึ่งรออยู่ แล้วเจอกันครับผม =)

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

task4_guitarist

สวัสดีปีใหม่ สุขสันต์วันตรุษจีน สุขสันต์วันวาเลนไทน์ วันมาฆบูชาสวัสดีนะครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน
กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปเดือนกว่าๆ แต่กลับมาคราวนี้ผมมี task มาฝากคุณผู้อ่านถึง 3 task ด้วยกัน ซึ่งทั้ง 3 task ที่ว่าจะเป็นการฝึกเขียนอีเมล์ประเภทต่างๆ ถ้าอยากรู้ว่ามีประเภทไหนบ้าง ก็ตามมาเลยครับ

มาเริ่มที่ task แรกหลังจากเปิดศักราชใหม่ task นี้เป็นการฝึกเขียนอีเมล์ขอความกรุณา หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า お願いのメール หรือ 依頼のメールการทำ task นี้ เริ่มจากคำสั่งที่ว่า "เราเป็นคนที่ชอบเล่นกีต้าร์ฟลาเมงโก้ (フラメンコギター)โดยมีพื้นฐานเรียนมา 5 ปี วันหนึ่งเปิดไปที่หน้าเว็บของอาจารย์ยามะอุจิ (山内) ผู้โด่งดัง ซึ่งลงประกาศรับสอนกีต้าร์ตัวต่อตัว หากสนใจให้อีเมล์หรือโทรศัพท์ไปถาม" เราซึ่งต้องการสมัครเรียนกีต้าร์กับอาจารย์ท่านนี้เลยต้องเขียนอีเมล์ไปหาเขา

จากการลองเขียนครั้งแรกในห้อง ก็มีทั้งจุดที่ใช้ไม่ได้และจุดที่ควรเพิ่มเติมประมาณนี้ครับ
1. ในการขึ้นต้นอีเมล์ ไม่ต้องใส่ へ หลังชื่อผู้รับโดยเฉพาะกับผู้ใหญ่หรืออาจารย์ ห้ามใส่โดยเด็ดขาด เพราะหากใส่ จะให้ความรู้สึกว่าเป็นคนสนิท หรือเป็นอีเมล์ที่ไม่เป็นทางการ ในกรณีนี้ที่ผู้รับเป็นอาจารย์ผู้โด่งดัง ให้ใส่ 先生 หรือ 様 หลังชื่อจะดีกว่า さん ส่วนการลงท้ายอีเมล์ ก็ไม่ต้องใส่ より หลังชื่อผู้ส่ง
2. แนะนำตัวเอง บอกข้อมูลที่จำเป็นต่อเรื่องที่จะพูด ไม่มากไปหรือน้อยไป ในที่นี่พูดถึงเรื่องสมัครเรียนกีต้าร์ ดังนั้นจึงควรให้ข้อมูลกับผู้สอนว่า ตัวเองมีประสบการณ์มามากน้อยเท่าไหร่ และอยากจะเรียนไปเืพื่ออะไร เพื่อที่ผู้สอนจะได้นำข้อมูลส่วนนี้ไปออกแบบการสอนที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้ถูกต้อง
3. ควรถามให้ชัดเจนว่าอยากรู้อะไร มากกว่าการขอให้ผู้สอนเป็นคนบอกรายละเอียด เพราะมันกว้างมาก และผู้สอนก็อาจจะบอกได้ไม่ตรงกับสิ่งที่เราสงสัยหรือต้องการทราบ เช่น เรื่องของวันเวลาที่จะสอน ค่าใช้จ่ายในการเรียน เป็นต้น แต่ทว่า การถามเวลาที่ผู้สอนสะดวกอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นทีหลังได้ เช่น เวลาที่ผู้สอนสะดวก เรากลับไม่ว่าง ดังนั้นจึงควรบอกเวลาที่เราว่างไปก่อนจะดีกว่า และถามว่าผู้สอนจะสะดวกมั้ย เป็นต้น การถามแบบนี้จะทำให้ผู้สอนตอบง่ายกว่า และทำให้ผู้เรียนได้ัรับคำตอบที่ต้องการด้วย
4. ไม่จำเ้ป็นต้องพูดถึงเรื่องที่ผู้สอนทราบอยู่แล้ว เช่น การบอกว่ามีประกาศรับสมัครบนหน้าเว็บของอาจารย์ เพราะจะทำให้ดูเยิ่นเย้อ
5. ควรใช้ภาษาสุภาพหรือสำนวนยกย่องถ่อมตนให้ถูกต้ิอง เพื่อแสดงถึงความสุภาพหรือความเคารพที่มีต่อผู้สอน

และนี่คือผลงานของผมที่เขียนแก้ไขใหม่หลังจากรับทราบจุดที่ควรระวัง ลองมาดูกันนะครับ ว่ายังผิดอยู่มั้ย ฮ่าๆๆ

山内修二先生  ← ไม่มี へ ถูกต้องแล้ว

初めましてメールを差し上げるサーヤンと申します。← แนะนำชื่อตัวเองให้อาจารย์รู้จัก ใช้คำถ่อมตนด้วย

先生のホームページにおける「個人レッスンを引き受ける」と書いてある投稿を見て、← ส่วนที่ขีดเส้นใต้ยังเผลอใส่รายละ้เอียดที่อาจารย์ทราบอยู่แล้วไป เยิ่นเย้อ ต้องแก้เป็น → 先生のホームページを見て、ก็พอ 興味があって、ぜひ受けたいと思いました。レッスンを受けさせていただけるかどうかお尋ねしたいと思って、このメールを送ったという次第です。← บอกสาเหตุที่มาของการส่งเมล์มาหาอาจารย์ ให้อาจารย์รับทราบ

私は5年ほどレッスンを受けてきました。将来はフラメンコ舞踊の伴奏家として仕事をしたいと思っておりますので、先生のレッスンを受けさせていただければと思っております。← บอกประสบการณ์และความต้องการให้อาจารย์รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อที่อาจารย์จะได้ออกแบบการสอนได้ตรงตามความต้องการ

ただ、私は授業を持っていますので、土曜・日曜しかレッスンに通えません。← บอกเวลาที่สะดวกไปเรียนให้อาจารย์รับทราบ

お手数ですが、レッスンを受けさせていただけるかどうか、お知らせいただけませんでしょうか。日時を指定していただければ、先生のところにご相談に伺わせていただきます。← ขอให้อาจารย์ช่วยแจ้งผลว่าจะรับสอนหรือไม่ โดยขึ้นต้นด้วย お手数ですが เพื่อแสดงถึงความเกรงใจ และการเสนอให้อาจารย์กำหนดวันเพื่อที่จะนัดพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยตนจะไปหาถึงที่ แสดงให้เห็นถึงความกระตือรืนร้นในการเรียนกับอาจารย์

お返事は急ぎませんが、どうぞよろしくお願いいたします。← บอกให้อาจารย์ไม่ต้องรีบตอบ เพื่อให้ความรู้สึกว่าไม่ได้บังคับหรือเร่งเร้า

サーヤン ← ไม่ใส่ より ถูำกต้องแล้ว

โดยภาพรวมก็ถือว่าแก้ไขได้ดีขึ้น  แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังเผลอทำผิดอยู่ คือ การบอกข้อมูลที่ผู้รับทราบอยู่แล้ว ตามที่ได้ขีดเส้นไปแล้วข้างต้น ทำให้ดูเยิ่นเย้อ แต่ก็ถือว่าการทำ task นี้ก็ทำให้ทราบถึงรูปแบบการเขียนเมล์ที่เป็นทางการ และการเขียนในเชิงขอร้อง (ขอร้องให้รับสอน) ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์มากในอนาคต

หวังว่าูผู้อ่านก็จะได้ประโยชน์จาก task นี้เช่นกันนะครับ และติดตามอีเมล์ประเภทต่อไปได้ในโพสต์ถัดไปนะครับ ห้ามพลาดเด็ดขาด รับรองว่ามีประโยชน์และใช้ได้จริงอย่างแน่นอนครับ แล้วเจอกันครับ

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

task3_omoshiroi setsumei

 สำหรับ task นี้ ให้พูดเล่าเรื่องจากภาพให้สนุก น่าสนใจ โดยมีทั้งหมดด้วยกัน 2 เรื่อง และเหมือนครั้งก่อนๆคือ หลังจากทำเสร็จแล้ว ก็ให้ตัวอย่างการใช้ภาษาของคนญี่ปุ่นมาให้ดูเปรียบเีทียบ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ให้เขียนแก้ไขกลับไป
 โดยเืรื่องแรกเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหน้าตาสวยเนื่องจากทำศัลยกรรมมา เธอได้แฟนที่ดีเลิศ อยู่มาวันหนึ่ง แฟนของเธอเห็นรูปเธอตอนที่ยังไม่ทำศัลยกรรม เธอกังวลมากกลัวว่าเขาจะเลิกกับเธอ แต่เขากลับพูดว่าไม่ต้องกังวลไป พร้อมกับถอดวิกออก ที่แท้เขาเองไม่ได้เพรียบพร้อม เขาหัวล้านนั่นเอง
 ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องของคนที่ตกเครื่องบิน เมื่อเขากลับมาที่พัก ก็มีข่่าวในทีวีว่า เครื่องบินลำนั้นเกิดอุบัติเหตุตก
 ผมเล่าเรื่องทั้งสองไว้ดังนี้ครับ
 เืรื่องแรก
 私は整形美人です。そのお陰で優しくて素敵な彼氏ができました。でも、ある日、彼氏に昔の写真を見られました。すごく恥ずかしかったです。なんと彼は「そんなこと気にしなくていいのに」って言いました。事実を教えて、彼は髪の毛もありません。意外と驚きました。
ความคิดเห็นต่อการเล่าเรื่องของตนเอง
 - ผมสมมติตัวเองเป็นผู้หญิงในเรื่อง เพื่อความง่ายในการเล่าเรื่อง
 - ผมนึกประโยคว่า "กลัวว่าจะถูกบอกเลิก" ไม่ออก เลยเปลี่ยนไปใช้ว่า すごく恥ずかしかったです。(อายมาก) แทน
 - ใช้คำว่า なんと ด้านหน้าประโยค 彼は「そんなこと...」って言いました。เพื่อแสดงความประหลาดใจ
 - ตามรูป จะเป็นรูปแฟนหนุ่มหยิบวิกออก เพื่อแสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้วเขาหัวล้าน แต่ผมคิดคำไม่ออกเลยใช้ว่า "(เขา)บอก (ความจริง/ความลับ) ว่าเขาไม่มีผม" แต่ตอนที่พูดแปลไปตามรูปประโยคภาษาไทยเลยเป็น 事実を教えて、彼は髪の毛もありません。จึงควรแก้เป็น 彼は髪の毛がないという(事実・秘密)を教えて、...
ความคิดเห็นต่อการเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่น
 มี 2 ตัวอย่าง
 ตัวอย่างแรกเขียนโดยผู้หญิง
 - เขียนถึงผู้หญิงที่ศัลยกรรมในฐานะเพื่อนของตัวเอง
 - เขียนนำเรื่องว่า すごい面白いのよ。เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องน่าสนุก น่าสนใจแน่ๆ
 - มีการใช้ ~ていた ในประโยคที่ว่า 昔の写真を見られないように気をつけていたんだけど、... เพื่อแสดงถึงการกระทำที่ทำสม่ำเสมอในอดีต แต่ปัจจุบันไม่แล้ว เพราะในที่สุดเธอก็ลืมเก็บรูป แฟนของเธอจึงเห็นรูปนั้นจนได้
 - มีการใช้คำ 油断 (สะเำพร่า ไม่รอบคอบ พลั้งเผลอ) ซึ่งแสดงการกระทำของผู้หญิงคนนั้นได้ดี ว่าไม่ได้ตั้งใจ
 - ใช้กริยา 別ける →「...もう別けられる、怒られて別れるしかないと思ったんだけど、...」เพื่อแสดงความกลัวว่าจะถูกเลิก
 - ใช้ประโยคคำถาม เช่น 何...と思う?、どうしてか分かる?เพื่อให้ผู้ฟังต้องคิดตาม และทำให้เรื่องดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
 - บรรยายภาพที่แฟนหนุ่มหยิบวิกออกมาจากศีรษะว่า 自分の髪の毛に手を持っていって、つるって、髪の毛を取ったのよ。
 - มีการใช้ ~ていく ในประโยคที่ว่า 自分の髪の毛に手を持っていって、... เพื่อแสดงถึงทิศทางของการกระทำที่ออกไป ในที่นี้คือ หยิบผมออกจากศีรษะ
 - ใช้คำที่ทำให้เห็นภาพ เช่น つるつるびかびか (แวววาว) เพื่อบรรยายศีรษะที่ล้านของแฟนหนุ่ม
 - ใช้คำว่า 似たもの同士 (ของที่เหมือนกัน) เพื่อสื่อถึงคู่รักคู่นี้ ที่คนหนึ่งศัลยกรรม อีกคนหนึ่งหัวล้านใส่วิก
 
 ตัวอย่างที่สองเขียนโดยผู้ชาย
 - เขียนถึงผู้หญิงที่ศัลยกรรมในฐานะคนรู้จัก โดยตั้งชื่อให้ว่า 明美ちゃん
 - มีการใช้คำ ばれる ( (ความลับ) ลั่วไหล) ในข้อความที่ว่า 整形したことがばれちゃったんだよね。ทำให้เห็นชัดว่า เรื่องที่เธอศัลยกรรมมา เป็นความลับที่เธอปิดบังมาโดยตลอด แต่ก็ถูกล่วงรู้ในที่สุด
 - ใช้ประโยคคำถาม「なんだろう」と思ったら、...เพื่อให้ผู้ฟังคิดตาม และทำให้เรื่องดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
 - ใช้คำว่า なんと ด้านหน้าประโยค 髪の毛をとっちゃったんだよ。เพื่อแสดงความประหลาดใจ
 - ใช้คำว่า どっちもどっち (ห่วยทั้งคู่) เพื่อสื่อถึงคู่รักคู่นี้ ที่คนหนึ่งศัลยกรรม อีกคนหนึ่งหัวล้านใส่วิก
 
 จากการสังเกตตัวอย่างทั้งสองข้างต้นแล้ว ทำให้เห็นถึงความต่างของการใช้ภาษาผู้หญิงและผู้ชาย คือ ฝ่ายผู้หญิงจะปรากฏ のよ อยู่บ่อยๆ ส่วนฝ่ายผู้ชายจะปรากฏ んだよね บ่อย เทคนิคที่ใช้เพื่อให้ผู้ฟังคิดตามและทำให้เรื่องน่าสนใจยิ่งขึ้นคือการใช้ประโยคคำถาม และการใช้คำที่ทำให้เห็นภาพ
 ในส่วนที่น่าสนใจสำหรับ アスペクト ก็คือ เรื่องการใช้ ていた และ ていく ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในตัวอย่างข้างต้น


 เรื่องที่สอง
 今朝、私は空港へ行きました。でも、遅くて、飛行機に乗れませんでした。そこで、家へ帰りました。今晩、テレビを見ました。ニュースでは、その飛行機は落ちてしまいました。その飛行機に乗れなかったから、良かったと思います。
ความคิดเห็นต่อการเล่าเรื่องของตนเอง
 - ผมสมมติตัวเองเป็นเจ้าของเรื่อง เพื่อความง่ายในการเล่าเรื่อง
 - 遅くて ควรแก้เป็น 遅くなってしまって เนื่องจาก 遅くて จะแปลว่า มาสาย ส่วน 遅くなってしまって จะทำให้รู้สึกว่า เป็นความไม่ตั้งใจที่ไปสาย มากกว่า
 - เพราะไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าเครื่องบินตกว่าอย่างไร เลยใช้ 落ちる
 - ใช้ その飛行機に乗れなかったから良かったと思います。เพื่อแสดงถึงความโชคดีที่ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินลำนั้น
ความคิดเห็นต่อการเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่น
 มี 2 ตัวอย่าง
 ตัวอย่างแรก ผู้เขียนสมมติว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนที่ชื่อ 明美
 - ใช้ 乗り遅れる (ตกรถ ตกเครื่องบิน)
 - ใช้ 墜落する (การตกจากที่สูง) ในการบรรยายการตกของเครื่องบิน แทน 落ちる
 - ใช้ 「乗らなくてよかった」บรรยายถึงความโชคดีที่ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินลำนั้น นอกจากนี้ยังมีการสมมติที่ตรงข้ามกับอดีตว่า「あの飛行機に乗っていたら、死んでいただろう」 (ถ้าขึ้นเครื่องบินลำนั้น ก็คงจะตายไปแล้ว) โดยใช้รูป ~ていたら、~ていた

 ตัวอย่างที่สอง ผู้เขียนสมมติว่าตัวเองเป็นเจ้าของเรื่อง และเป็นการพูดคุยโต้ตอบกับอีกคน
 - ใช้ 乗り遅れる (ตกรถ ตกเครื่องบิน)
 - ใช้ 飛行機の事故 (อุบัติเหตุเครื่องบิน) แทนเหตุการณ์เครื่องบินตก
 - ใช้ 「乗れなくてよかった」บรรยายถึงความโชคดีที่ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินลำนั้น นอกจากนี้ยังมีการสมมติที่ตรงข้ามกับอดีตว่า「乗っていたら、死んでいたと思います。」

 แม้วิธีการนำเสนอจะต่างกัน ตรงที่คนแรกเล่าเหตุการณ์คนเดียว คนที่สองพูดคุยกับอีกคน แต่ก็มีการใช้คำหรือรูปประโยคในการเล่าเรื่องคล้ายๆกัน เช่น การใช้คำ 乗り遅れる เหมือนกัน เพื่อเล่าว่า ตกเครื่องบิน
 นอกจากนี้ ในด้านของ アスペクト ที่เป็นหัวข้อหลักในการศึกษาของผม พบว่ามีการใช้รูปประโยคที่สมมติตรงข้ามกับอดีต โดยใช้รูป~ていたら、~ていた อันเป็นความรู้ใหม่
 โดยสรุป task นี้ืำทำให้รู้จักเทคนิคการเล่าเรื่องให้สนุก น่าสนใจ ทั้งการตั้งคำถาม และการใช้คำที่ทำให้ผู้ฟังเห็นภาพชัดเจน ซึ่งทำให้ได้คำศัพท์และรูปประโยคใหม่ๆ โดยเฉพาะการสมมติที่ตรงข้ามกับอดีต
 
 ในขณะนี้ที่ผมกำลังอัพบทความนี้ คือคืนวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นคืนสิ้นปี ดังนั้นบทความนี้จะเป็นบทความสุดท้ายที่ผมจะอัพในปีนี้ ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันต่อไปนะครับ พบกันใหม่ปีหน้า ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนะครับ สวัสดีปีใหม่ครับผม =)

task2_gaikokujin

 ห่างหายจากการอัพบล็อกมานานพอสมควรเลย เนื่องจากประสบมรสุมการบ้าน รายงาน พรีเซ้นท์ สอบมิดเทอม บลาบลาบลา
 แต่วันนี้ผมมาพร้อมกับ task ชิ้นที่ 2 ซึ่งเป็น task ที่เกิดจากการพูดบรรยายภาพที่เรียกว่า 目に浮かぶ描写 ซึ่งเป็นการบรรยายภาพเพื่อให้ผู้ฟังจินตนาการเห็นภาพที่เล่าอย่างชัดเจน ราวกับภาพนั้นปรากฏแก่สายตาผู้ฟัง
  โดยรูปที่ให้บรรยาย เป็นรูปของผู้ชายสองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาในสถานที่ที่เหมือนล็อบบี้ของโรงแรม ชายคนหนึ่งกางหนังสือพิมพ์อ่านอยู่ ส่วนอีกคนนั่งเฉยๆ อีกด้านหนึ่งมีชายที่ดูท่าทางเหมือนนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังกางแผนที่หาทางอยู่ ชายที่นั่งเฉยๆและนักท่องเที่ยวสบตากัน นักท่องเที่ยวเดินเข้ามาหาชายคนนั้นเหมือนจะมาถามทาง แต่ชายคนนั้นกลัวที่จะต้องคุยกับนักท่องเที่ยว เลยเขยิบเข้าไปหลบในหนังสือพิมพ์ที่ชายอีกคนอ่านอยู่ นักท่องเีที่ยวเห็นดังนั้นเลยอารมณ์เสีย
 โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่มีทักษะการพูดไม่ค่อยดี จึงทำ task นี้ได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เหมือนครั้งที่แล้วครับ คือพอทำในคาบเรียนเสร็จ ก็จะได้ตัวอย่างการใช้ภาษาของคนญี่ปุ่น หลังจากนั้นก็นำคำอธิบายที่เคยพูดไว้ มาปรับภาษาใหม่ในรูปแบบของตัวเองให้ดีขึ้น ดังต่อไปนี้ครับ

<オリジナル>
 ある日、僕はホテルに行きました。そのホテルのロビーでは、二人の男の人がソファに座っていました。一人は地図を読んでいる外国人と見合いました。その外国人は道に迷っているようだったから、その男の人に道を聞こうとしました。でも、その男の人は外国人と話したくなかったから、もう一人の男の人と新聞を読んでいると見せかけました。そこで、外国人は怒りました。
 - ผมสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ คืออยู่ในสถานที่นั้นด้วย เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกร่วมกับผม
 - ผมใช้ 過去形ในการเล่า เพราะคิดว่าเป็นการเล่าเรื่อง เล่าเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอมา เลยใ้ช้รูปอดีต
 - จุดแรกที่มีปัญหาในการใช้คำ คือคำว่า "สบตากัน" ซึ่งผมลองใช้คำว่า 見合う (มองกันและกัน)
 - จุดที่สองที่มีปัญหาก็คือ วลีที่ว่า "หลบเข้าไปข้างหลัง (หนังสือพิมพ์ที่ชายอีกคนอ่านอยู่)" ผมเลยแปลงเนื้อความเป็นว่า もう一人の男の人と新聞を読んでいると見せかけました。(เขาทำทีเป็นอ่านหนังสือพิมพ์กับชายอีกคน)
 - จุดสุดท้ายเป็นจุดที่อาจารย์แก้กลับมาให้ คือคำว่า そこで ในประโยคสุดท้าย ในความคิดผมคำว่า そこで มีความหมายว่า ดังนั้น ซึ่งเป็นการบอกความต่อเนื่องของเหตุการณ์สองเหตุการณ์ ที่เหตุการณ์ข้างหน้าเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ข้างหลัง ในที่นี้ก็คือ เหตุการณ์ข้างหน้าคือ ชายคนนั้นทำเป็นอ่านหนังสือพิมพ์กับชายอีกคน จึงเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวโกรธ แต่อาจารย์ก็ได้อธิบายให้ผมฟังว่า そこで ใช้ในการเชื่อมประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลจริง แต่เหตุการณ์สองเหตุการณ์ข้างต้นก็ไม่ได้มีความเป็นเหตุเป็นผลกันขนาดนั้น แล้วก็ そこで มักจะใช้เริ่มประโยคที่เป็นผลที่มีใจความสำคัญไปต่อ ไม่ใช่ประโยคจบแบบนี้

 และเมื่อได้ดูตัวอย่างการใช้ภาษาของคนญี่ปุ่นในการอธิบายภาพเดียวกันหลายๆตัวอย่างแล้ว ผมก็ได้เลือกใช้คำที่คิดว่าดี อธิบายภาพได้ชัดเจนขึ้น และเขียนแก้ไขใหม่ดังนี้

<書き直し>
 ペエスケはホテルに来ており、ロビーにあるソファーに座っていました。同じソファーには新聞を読んでいるおじさんも座っていました。ペエスケはぼーっとあたりを見回していると、ふと、地図を手に持った外国人のおじさんと目が合ってしまいました。どうやら道を探している旅行者らしかったです。外国人が道を聞こうとペエスケに歩み寄ってきました。面倒が起こる前に逃げたかったから、ペエスケは隣に座っているおじさんが読んでいる新聞のかげに隠れてしまったのです。おじさんもびっくりしました。その外国人は腹が立っていました。
 - ในครั้งนี้ผมไม่ได้สมมติให้ตัวเองอยู่ในเหตุการณ์เหมือนครั้งแรก และก็เรียกชื่อตัวละครหลักที่เป็นชายที่หลบด้านหลังหนังสือพิมพ์ว่า  ペエスケ ตามที่คนเขียนตั้งไว้
 - ผมใช้ 過去形ในการเล่าเหมือนเดิม เพราะคิดว่าเป็นการเล่าเรื่อง เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ผ่านมาแล้ว เลยใ้ช้รูปอดีต
 - จุดที่เคยมีปัญหาในการใช้คำว่า "สบตากัน" ก็เปลี่ยนใหม่เป็นคำว่า 目が合う ตามที่คนญี่ปุ่นใช้กัน และได้บรรยายเพิ่มเติมว่า ในตอนแรก ペエスケ มองไปรอบๆ (ペエスケはぼーっとあたりを見回している) และก็บังเอิญไปสบตากับนักท่องเที่ยว โดยใช้คำว่า ふと...てしまいました。เพื่อให้การกระทำนั้นดูเป็นเหตุบังเอิญ ผู้กระทำไม่ได้ตั้งใจทำเองมากยิ่งขึ้น
 - เพิ่มคำว่า どうやら เพิ่มเข้าไป เพื่อให้คู่กับ らしい ในประโยคที่ว่า どうやら道を探している旅行者らしかったです。เนื่องจากอาจารย์ได้แนะนำมาว่าควรเพิ่มคำที่ทำให้ผู้อ่าน/ผู้ฟังเดาเรื่องหรือข้อความที่จะตามมาได้ ซึ่งคำว่า どうやら ก็มักจะใช้คู่กับ らしい ที่แปลว่า ดูเหมือนว่า...
 - เพิ่มคำกริยา 歩み寄る (เดินเข้าใกล้) ที่จะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพ เห็นการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวมากกว่าการใช้ 道を聞こうとする ที่ใช้ในการอธิบายครั้งแรก
 - จุดที่มีปัญหากับวลีที่ว่า "หลบเข้าไปข้างหลัง (หนังสือพิมพ์ที่ชายอีกคนอ่านอยู่)" ก็แก้ไขเป็น 隣に座っているおじさんが読んでいる新聞のかげに隠れる ซึ่งทำให้เห็นภาพได้ชัดและตรงกว่าที่อธิบายในครั้งแรก
 - จุดสุดท้ายที่เคยใช้ そこで แล้วผิด เปลี่ยนเป็นการขึ้นประโยคใหม่แืทน

 จาก task ชิ้นนี้ สำหรับเรื่อง アスペクト ซึ่งเป็นหัวข้อหลักที่ผมสนใจศึกษา พบว่า
 1) การใช้รูป ~ていました ซึ่งเป็นการบอกสภาพในอดีต เช่น ソファーに座っていました、腹が立っていました ซึ่งเกิดจากผันกริยาที่ปกติมักจะอยู่ในรูป ~ている อยู่แล้วให้เป็นอดีต
 2) การใช้คำกริยาในวลีขยายคำนามหลัก เช่น 新聞を読んでいるおじさん、 地図を手に持った外国人、道を探している旅行者 จากคำข้างต้น ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยในขั้นแรกว่า ทำไมกริยาบางตัวเป็น Vている บางตัวเป็น Vた และเมื่อพิจารณาดีๆแล้วจะพบว่า กรณีที่ใช้ Vている จะใช้บอกสภาพที่กำลังกระทำอยู่ ณ ขณะนั้น ส่วน 持った ที่ใช้ Vた เพราะโดยปกติ 持つ เมื่ออยู่ในรูป ている → 持っている จะมีความหมายว่า "มี" ดังนั้นถ้า้ใช้เป็น 持っている ก็จะแปลว่า นักท่องเที่ยวที่มีแผนที่ในมือ แต่ในที่นี้ต้องการสื่อว่า นักท่องเที่ยวที่ถือแผนที่ไว้ในมือ จึงใช้เป็นรูป た
 3) การใช้ ~てくる ใน ペエスケに歩み寄ってきました เพื่อแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ว่า มาหาตัวペエスケ
 ส่วนอื่นๆที่ได้จากการทำ task นี้ก็คือ คำศัพท์และสำนวนที่ใช้ร่วมกันตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น และเช่นเคยก็คือการที่ได้ดูการใ้ช้ภาษาของเจ้าของภาษาเปรียบเทียบ ทำให้เกิดการเรียนรู้รูปแบบการใช้ภาษาที่ถูกต้อง และทำให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการในการใช้ภาษาที่ดีขึ้น และใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากยิ่งขึ้น
 สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากให้ผู้อ่านคอยติดตามบล็อกของผมด้วยนะครับ ถึงแม้ว่าอาจจะมาอัพไม่ค่อยต่อเนื่อง แต่ก็ตั้งใจเขียนทุกครั้งเลยนะครับ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้านะครับ สวัสดีครับผม

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

task1_michiannai

เนื่องจากการศึกษาของผมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนวิชา 2223332  APP JP LING 
ภาษาศาสตร์ภาษาญี่ปุ่นประยุกต์ ดังนั้นผมจึงจะนำชิ้นงานที่ได้รับมอบหมายในห้องเรียนมาลง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาเรื่อง アスペクト ในฐานะชิ้นงานของผมนะครับ

โดยชิ้นงานแรกนี้ เป็นการเขียนเพื่ออธิบายการมาอาคารบรมราชกุมารี โดยเริ่มต้นจากสถานีรถไฟฟ้า
ช่องนนทรี ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก <オリジナル> จะเป็นการเขียนโดยใช้คำศัพท์ ไวยากรณ์ที่ตัวเองนึกออกขณะที่เรียนในห้อง ส่วนครั้งหลัง <書き直し> จะเป็นการเขียนหลังจากที่ได้เห็นตัวอย่างการใช้ภาษาของคนญี่ปุ่น และนำผลงานครั้งแรกมาเีขียนปรับปรุงให้ดีขึ้น ใกล้เคียงกับตัวอย่างที่ตนคิดว่าได้

งั้นลองมาดูกันนะครับว่า before&after ของผมจะต่างกันมากน้อยแค่ไหน =)
v
v
v
v


<オリジナル>
チュラ大文学部BRKビルへの行き方
 BTSチョンノンシー駅に入ってから、「To National Stadium」というホームに行って、電車に乗って、BTSサイヤム駅で降りてください。それから、5番の出口を出て、歩道をまっすぐ歩いて歩道橋に着くと、階段を駆け下りてください。そうすると、バイクタクシーを呼んで、「アックソーン・チュラー」と行き先を言ってください。行き先に着いたら、食堂が見えます。そして、その辺の人に「ボーロム」と言ってください。そのビルは白くて、前に階段があって、「True Coffee」という店があるビルのそばにあるビルです。


<書き直し>
チュラーロンコーン大学文学部BRKビルへの行き方
BTSチョンノンシー駅からチュラーロンコーン大学文学部BRKビルまでの道のりを説明します。手段は、BTSスカイトレインと徒歩です。
まず、チョンノンシー駅から「ナショナルスタディアム」行きの電車に乗ります。チョンノンシー、サーラーデェーン、ラーッシャダムリ、サイヤム駅の順に各駅に停まるので、三つ目のサイヤム駅で下車してください。
次に、サイヤム駅の56番の改札口を出ます。出てから、すぐに「Karmart」というピンクの店が見えます。そこから右手に進んでいくと、まもなく階段が見えるので、下っていきます。下ってから、セブンイレブンが見えて、そのまま直進します。途中右手にサイヤムキットビル、歯科学部、獣医学部、トゥリアムウドムスックサー高校、サーティットパテゥムワン学校があります。

サーティットパテゥムワン学校を過ぎて少し歩くと門が見えて、入ります。入ると、右手に食堂がありますので、それに沿って歩いて下さい。食堂のそばにある建物はMCSビルです。MCSビルを通って、ようやく文学部のBRKビルが見えるのです。

เป็นยังไงบ้างครับ เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการในการเขียนของผมมั้ยครับ? ฮ่าๆๆ

โดยส่วนตัวของผมเอง ความรู้สึกที่มีต่อชิ้นงานนี้ มีดังต่อไปนี้ครับ
สำหรับ <オリジナル> 
- พบการใช้รูป ~てください ในการบอกให้ผู้อ่านทำสิ่งต่างๆ 
- มีการใช้คำสันธานบอกลำดับขั้นตอน เช่น それから、そうすると、そして ทำให้ผู้อ่านทราบ
  ถึงการเปลี่ยนผ่านของการกระทำว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง
- พบการใช้สถานที่หรือจุดสังเกตเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความถูกต้องยังน้อยอยู่ มีแค่ตรงที่บอกว่า
 「True Coffee」という店があるビル ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด
  เดินไปผิด
ทางได้ กล่าวคือ ยังอธิบายไม่ชัดเจน ไม่เห็นภาพนั่นเอง
- เป็นการบอกวิธีการเดินทางที่ไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากให้ผู้อ่านถามทางคนอื่น ซึ่งเป็นปัจจัย
  ภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เพราะผู้อ่านซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นอาจจะสื่อสารกับคนไทยไม่เข้าใจ
- โดยภาพรวมคือ ยังทำได้ไม่ดี

ส่วน <書き直し>
- พบการใช้รูป ます ร่วมกับการใช้ ~てください ทำให้เวลาอ่านไม่น่าเบื่อ ไม่ได้มีรูปแบบ
  การเขียนเดียว
- มีการใช้คำสันธานบอกลำดับขั้นตอน まず、次に、ようやくช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจลำดับ
  การกระทำว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง
- มีการให้รายละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งข้อมูลและภาพ มีการใช้ใช้สถานที่หรือจุดสังเกตเป็น
  สิ่งที่ช่วยยืนยันความถูกต้องคอยกำกับ ป้องกันไม่ให้ผู้อ่านหลงทาง
- โดยภาพรวม ถือว่าดีขึ้นกว่าอันแรกมาก มีพัฒนาการขึ้น เห็นภาพ เข้าใจง่าย อันเกิดจากการ
  เลียนแบบการเขียนจากเจ้าของภาษานั่นเอง

ในแง่ของการศึกษา アスペクトเนื่องจากงานชิ้นนี้เป็นการเขียนวิธีการ บอกให้ทำ ซึ่งมีเพียงแค่การใช้ ~てください และรูป ます จึงยังไม่มีปัญหาหรือจุดที่น่าสังเกตเกี่ยวกับ アスペクト 
แต่อย่างน้อยงานที่ได้มอบหมายครั้งนี้ ก็ทำให้ผมได้สังเกต เปรียบเทียบ การเขียนของตนเองและเจ้าของภาษา อีกทั้งยังได้ฝึกฝน และพัฒนาการเขียนของตนเองเพิ่มขึ้นครับ 

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หัวข้อที่สนใจศึกษา

สำหรับหัวข้อทางภาษาญี่ปุ่นที่ผมสนใจศึกษา นั่นก็คือ ทะแด่มแทมแท้ม...
เรื่อง アスペクト ในการเขียน นั่นเองครับ

บางคนอาจจะสงสัยว่า アスペクト คืออัลไล โดยส่วนตัวผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคำนี้สักเท่าไหร่เช่นกัน
แต่เท่าที่ผมเข้าใจก็คือ การกระทำหนึ่งๆ (กริยา) จะเปลี่ยนหรือผันรูปตามกาล (テンス)อันได้แก่ รูปอดีัต (過去形)  และรูปไม่ใช่อดีต (非過去形) ซึ่งรวมทั้งรูปปัจจุบันและรูปอนาคต ส่วน アスペクト เป็นมุมมองที่มีต่อลักษณะของกริยานั้นว่า เกิดขึ้น ดำเนินอยู่ หรือจบไปแล้ว เป็นต้น จึงเข้าใจได้ว่า アスペクト เป็นส่วนที่ขยายกาล แ่ต่ถ้าหากความเข้าใจของผมผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะึีัครับ แล้วจะไปค้นคว้ามาเพิ่มเติมครับ

ส่วนสาเหตุที่ผมศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เนื่องจาก アスペクト เป็นส่วนที่ขยายกาล จึงไม่สามารถใช้เพียงเวลาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า ถ้าเกิดในอดีตก็ใช้รูป タ ถ้ายังไม่เกิดก็ใช้รูป ル ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้พูดที่มีต่อกริยานั้นๆ ว่าเป็นการกระทำที่เพิ่งเกิด ดำเนินอยู่ จบไปแล้ว เพิ่งเปลี่ยนแปลงมา หรือกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น ซึ่งมุมมองดังกล่าวเป็นสิ่งที่บางครั้งไม่มีในภาษาไทย หรือบางครั้งคนไทยก็มีมุมมองที่ไม่ตรงกับคนญี่ปุ่น จึงทำให้ใช้ผิด เขียนผิดอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้นผมจึงอยากจะศึกษาเรื่องนี้ เพื่อดูความถี่ในการใช้ アスペクト ต่างๆ ของคนญี่ปุ่น และพยายามสรุปหาหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้ アスペクト ประเภทต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้ที่ศึกษาภาษาญี่ปุ่นท่านอื่นๆ ด้วย

วิธีการที่ผมคาดว่าจะใช้ในการศึกษาเรื่อง アスペクト ได้แก่
1. สังเกตการเลือกใช้ アスペクト ในงานเขียนของตนเอง ดูว่ากรณีใดที่เลือกใช้ アスペクト ไม่ถูก หรือสับสน
2. หาบทความหรืองานเขียนของคนญี่ปุ่นที่มีการใช้ アスペクト ที่ถูกต้องมาศึกษา
3. จัดประเภท アスペクト ที่พบในงานเขียนของคนญี่ปุ่น
4. เปรียบเทียบกับการใช้ アスペクト ของตนเองว่ามีความเหมือนหรือต่างกับเจ้าของภาษา
5. แก้ไขในส่วนที่คิดว่าใช้ผิด และเฝ้าสังเกตพัฒนาการเขียนของตน

จากวิธีการดังกล่าว เครื่องมือที่ผมจะใช้ก็คือ งานเขียนของผม และงานเขียนของคนญี่ปุ่น (เจ้าของภาษษา) โดยที่ผมจะโพสต์งานเขียนดังกล่าวลงในบล็อกนี้เรื่อยๆ นะครับ นอกจากนี้ อาจมีการใช้หนังสือไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น และหนังสือภาษาศาสตร์ที่มีการอธิบายเรื่อง アスペクト ประกอบในฐานะหนังสืออ้างอิง เพื่อใช้สนับสนุนความคิดและการศึกษาของผม

ดังนั้นเป้าหมายของผม(目標)ก็คือ ผมสามารถจัดประเภทและเลือกใช้ アスペクト ได้อย่างถูกต้อง ใกล้เีคียงกับเจ้าของภาษา

แม้งานศึกษาชิ้นนี้จะไม่ใช่หัวข้อที่ยิ่งใหญ่ หรือแปลกใหม่สำหรับวงการภาษาศาสตร์ภาษาญี่ปุ่น แต่ผมก็หวังว่า ผลการศึกษาครั้งนี้จะช่วยพัฒนาศักยภาพในการใช้ภาษาญี่ปุ่นของผม และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นครับ

เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ 頑張りまーす